ลดโลกร้อน (ด้วย) “ฉลากเขียว”
สุพัตรา ศรีปัจฉิม

คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก (World Business Council for Sustainable Development : WBCSD) ระบุไว้ในรายงานเรื่อง “ตลาดในอนาคต :
แนวโน้มของโลกและนัยสำคัญต่อธุรกิจ” ว่าประมาณปี ๒๕๗๐ หรืออีก ๒๐ ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะมีจำนวนมากถึง ๘,๐๐๐ ล้านคน การเพิ่มของจำนวนประชากร
ทำให้อัตราการบริโภคสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ผลจากการเร่งผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ในช่วงปี ๒๕๓๓-๒๕๔๒ ทั่วโลกมีการผลิตของเสียอันตรายถึง ๔๐๐ ล้านตันต่อปี
ของเสียอันตรายประมาณร้อยละ ๗๕ มาจากประเทศร่ำรวยในกลุ่มสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการผลิตสารเคมี
การผลิตพลังงาน การทำเหมือง อุตสาหกรรมกระดาษและเยื่อกระดาษ รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องหนัง
มลพิษรวมทั้งสารเคมีตกค้างจากขั้นตอนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ และการบริโภคเป็นมูลเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
โลก การสะสมของกรด การสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์ และปัญหาสุขอนามัย ปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึง ปริมาณของเสียได้เพิ่มมากขึ้น
เกินอัตราที่ขีดความสามารถของโลกจะรองรับได้ ดังนั้นปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและการบริโภคจึงยังคงเป็นความท้าทายของโลกอยู่ในขณะนี้
การเล็งเห็นถึงผลกระทบจากกิจกรรมของภาคธุรกิจ จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะผลิตสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ ผลิตภัณฑ์ “ฉลากเขียว” ขึ้นในหลายประเทศ
โดยคำนึงถึงการลดมลพิษตั้งแต่ต้นทางการผลิต การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การใช้งานและการกำจัด
ดร. ไชยยศ บุญญากิจ ผู้อำนวยการบริหารคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD)
กล่าวว่า โครงการฉลากเขียว เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ดำเนินโครงการนี้มากกว่า ๓๐ ประเทศ เช่น แคนาดา
สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี กลุ่มประเทศนอร์ดิกและสหภาพยุโรปขณะที่ประเทศไทย TBCSD ได้ริเริ่มโครงการเมื่อปี ๒๕๓๖ ด้วยเล็งเห็นว่าจะเป็นเครื่องมือ
ที่ทำให้ธุรกิจกับสิ่งแวดล้อมมาบรรจบกันได้ ขณะที่ผู้บริโภคยังมีส่วนในการอนุรักษ์ทรัพยากรควบคู่ไปด้วย
“การผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแน่นอน เนื่องจากประชากรโลกเพิ่มจำนวนขึ้นตลอดเวลา เมื่อคนเพิ่มขึ้นทรัพยากรที่ใช้ในกระบวนการผลิต
จะไม่เพียงพอสำหรับอนาคต ดังนั้นภาคธุรกิจจะต้องมีกระบวนการผลิตที่ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ขณะเดียวกันต้องนำผลิตภัณฑ์ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตหมุนเวียน
ใช้ใหม่เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจและของมนุษย์ควบคู่กันไปด้วย” ดร. ไชยยศกล่าว
การที่ภาคธุรกิจหันมาผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นย่อมเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาหนักอก ของนานา
ประเทศทั่วโลก
ปฐม ชัยพฤกษทล ผู้จัดการโครงการฉลากเขียว กล่าวว่า หากเรายังมีพฤติกรรมการผลิตและใช้สินค้าแบบเดิมๆ ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา ยกตัวอย่าง เช่น
ถ้าเราใช้หลอดไฟที่ไม่มีการควบคุมหรือลดผลกระทบจากสารปรอทอยู่ภายในโดยไม่จำกัดปริมาณการใช้ปรอทและไม่มีมาตรการคืนซาก อีกไม่เกิน ๒๐ ปีข้างหน้า
ผลกระทบจากสารปรอทตกค้างที่ปนเปื้อนในชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ ย่อมส่งถึงลูกหลานที่เกิดมาโดยอาจมีความผิดปกติทางด้านระบบประสาทและ
สมองได้
“ขณะที่อัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็ง หรือภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เนื่องจากสารมลพิษที่สะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว ระบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน จะทำให้
ปริมาณสารมลพิษในสิ่งแวดล้อมมีมากขึ้น เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นในขณะที่สุขอนามัยของประชาชนเสื่อมโทรมลง” ผู้จัดการโครงการฉลากเขียว กล่าว
ในภาวะที่อุณหภูมิโลกกำลังพุ่งเข้าหาจุดเดือด การคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตของภาคธุรกิจและความ ใส่ใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์
ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ปรากฏชัดเจนในเวลาชั่วข้ามวัน
แต่แน่นอนหากเรายืดเวลาทำลายโลกใบนี้ได้นานเท่าไร นั่นหมายถึงชีวิตลูกหลานและสรรพสิ่งต่างๆ จะยังคงดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้อย่างมีความสุข…ได้นานเท่านั้น
ที่มา : http://www.greenworld.or.th/1_news_pup_34.htm
|